ที่มาของพวงหรีดกว่า 60,000 ปีตั้งแต่ยุคมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล-อียิปต์-กรีกโรมัน-อังกฤษ-ประเทศไทย

ปัจจุบันนี้พวงหรีดนิยมใช้อย่างแพร่หลายในประเทศไทย จนเรียกได้ว่าการส่งพวงหรีดกลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการแสดงความเสียใจและการแสดงความเคารพในงานศพในไทย แต่หากเราลองมองไปที่ต่างประเทศจะพบว่าเขาก็มีการส่งพวงหรีดเหมือนกันและหน้าตาของพวงหรีดก็มีความคล้ายคลึงกับในประเทศไทย

คำถามที่เกิดขึ้นว่าพวงหรีดมาจากไหน? ประวัติของพวงหรีดนั้นเริ่มต้นมาได้อย่างไร? เริ่มแรกพวงหรีดมีหน้าตาอย่างไรใช้สำหรับโอกาสไหนบ้าง? ในบทความนี้ร้านพวงหรีดของเราจะมาลงลึกรายละเอียดชนิดที่ว่าเจาะลึกจากหลักฐานทางโบราณคดี งานวิจัย และประวัติศาสตร์ โดยร้อยเรียงเรื่องราวตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงกันไปเลยว่าพวงหรีดนั้นมีที่มาอย่างไร หากท่านผู้อ่านพร้อมแล้วเชิญเริ่มต้นการเดินทางตามรอยหาประวัติพวงหรีดไปพร้อมกับเราได้เลย

สรุปใจความสำคัญ (Key takeaway)

  • หลักฐานทางกายภาพของ “ดอกไม้เพื่อผู้ตาย” ที่เก่าแก่และเก็บรักษาดีที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก คือปลอกคอดอกไม้และหรีดวงเล็กจากสุสานฟาโรห์ตุตันคาเมน อายุกว่า 3,300 ปี ปัจจุบันเก็บรักษาที่พิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Art
  • ธรรมเนียม “ส่งหรีดไปงานศพ” แบบที่เราคุ้นเคย มีบรรพบุรุษโดยตรงอยู่ในกรีก-โรมันโบราณ ที่ญาติมิตรส่งมาลัยไปประดับเตียงศพและหลุมศพ
  • เรื่องเล่ายอดนิยมว่า “มนุษย์นีแอนเดอร์ทัลฝังศพพร้อมดอกไม้เมื่อ 60,000 ปีก่อน” ถูกงานวิจัยปี 2023 ในวารสาร Journal of Archaeological Science โต้แย้งว่าละอองเกสรน่าจะมาจากผึ้งขุดรัง ไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ แต่เรื่องนี้ยังต้องการการศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก
  • พวงหรีดเข้าสู่สยาม (ประเทศไทย) ผ่านอิทธิพลตะวันตกช่วงรัชกาลที่ 4–5 โดยหลักฐานภาพถ่ายที่ยืนยันได้เก่าแก่ที่สุดคืองานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2453 ส่วนคำกล่าวอ้างเรื่องงานพระเมรุ พ.ศ. 2447 ที่แพร่หลายทั่วอินเทอร์เน็ต ยังไม่พบหลักฐานยืนยัน
  • พวงหรีดไทยยุคแรกเป็น “พวงหรีดแห้ง” จากดอกบานไม่รู้โรยย้อมสีและดอกไม้ประดิษฐ์ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นดอกไม้สดเมื่อธรรมเนียมแพร่สู่สามัญชน และแตกแขนงเป็นพวงหรีดของใช้ในปัจจุบัน

พวงหรีดคืออะไร แล้วทำไมรูปทรงถึงต้องเป็นวงกลม

คำว่าพวงหรีดนั้นเริ่มแรกเดิมทีเรียกว่า “หรีด” คนไทยเราเติมคำว่า “พวง” เข้าไปเพื่อเป็นภาคขยายของคำว่า “หรีด” เพื่อให้รู้ว่ามีลักษณะเป็นพวงวงกลม โดยคำว่า “หรีด” นั้นไม่ใช่ภาษาไทย แต่เป็นคำภาษาอังกฤษ “wreath” สำหรับความหมายของคำว่า “พวงหรีด” ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้คำจำกัดความว่า “ดอกไม้ที่จัดแต่งขึ้นตามโครงรูปต่าง ๆ เช่น วงกลม วงรี สำหรับใช้เคารพศพ” ส่วนรากศัพท์ภาษาอังกฤษของคำว่า “wreath” นั้น หากอิงจากพจนานุกรมนิรุกติศาสตร์ Etymonline จะพบว่ามาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ (Old English) ที่แปลว่า “สิ่งที่พันหรือบิดเป็นวง”

ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมพวงหรีดถึงต้องเป็นทรงกลมนั้น คาดการณ์กันว่าเกิดจากการที่ศาสนาคริสต์ได้นำเอาวัฒนธรรมการใช้พวงหรีดที่เป็นวงกลมซึ่งมีความหมายสื่อถึงชีวิตที่เป็นนิรันดร์ เนื่องจากวงกลมนั้นไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ซึ่งตามธรรมเนียมของศาสนาคริสต์นั้นอาจจะต่างกับของศาสนาพุทธของไทยเราเนื่องจากในฝั่งของศาสนาคริสต์พวงหรีดที่เป็นวงกลมนั้นสามารถใช้ได้ในหลากหลายเทศกาลและวาระ เช่น งานมงคลอย่างวันคริสต์มาส หรืองานศพ แต่ในประเทศไทยเรารับมาใช้เฉพาะงานอวมงคลเท่านั้น

หลักฐานของการใช้ดอกไม้ในงานศพก่อนยุคประวัติศาสตร์ที่ยังเป็นที่ถกเถียงจนถึงปัจจุบัน

หลักฐานชิ้นแรกที่ยังเป็นที่ถกเถียงกันมีแนวโน้มบ่งชี้ว่า มนุษย์อาจเริ่มมีการใช้ดอกไม้สำหรับงานศพ ซึ่งถึงแม้จะไม่ใช่การใช้พวงหรีดทั้งพวงเฉกเช่นในปัจจุบัน แต่การค้นพบนี้อาจะทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรมของมนุษย์ยุคโบราณต่อทัศนคติที่มีต่อดอกไม้และพิธีกรรมเกี่ยวกับผู้ตาย

จากหลักฐานทางโบราณคดีในการขุดค้นที่ถ้ำ Shanidar ในเขตเคอร์ดิสถานของอิรัก โดยนักโบราณคดีชื่อ Ralph Solecki ในช่วงทศวรรษ 1950–1960 ค้นพบว่าอาจมีการใช้ดอกไม้ในการไว้อาลัยหรือเป็นสัญลักษณ์ของการสูญเสียตั้งแต่ราว 60,000 ปีก่อนโดยกลุ่มมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล หลักฐานชั้นต้นที่ค้นพบคือกลุ่มวงเกสรดอกไม้ (flower burial) ใต้โครงกระดูกร่างนึงภายในถ้ำซึ่งข่าวการค้นพบนี้เป็นที่โด่งดังเป็นอย่างมาก (อ้างอิงจากบทความของสำนักข่าว CNN)

มุมมองจากปากถ้ำ Shanidar ในเขตเคอร์ดิสถานของอิรักที่มีการค้นพบกลุ่มวงเกสรดอกไม้ (flower burial)
มุมมองจากปากถ้ำ Shanidar ภาพจาก: Hardscarf, Wikimedia Commons, CC BY-SA 4.0

แต่ต่อมาได้มีวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Archaeological Science (sciencedirect.com) นำโดย Chris Hunt นักนิเวศวิทยาบรรพกาลแห่ง Liverpool John Moores University ทำการศึกษาละอองเรณูของดอกไม้ดังกล่าวแล้วพบว่ามีความเป็นไปได้สูงว่ากลุ่มเกษรดอกไม้นั้นอาจจะถูกสร้างโดยผึ้งโพรงที่ทำรังในพื้นถ้ำมากกว่าที่จะเป็นการสร้างขึ้นโดยกลุ่มมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล (อ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในนิตยสาร Journal of Archaeological Science)

ดังนั้น ประเด็นที่ว่ามนุษย์เริ่มนำดอกไม้มาใช้เพื่อแสดงความอาลัยต่อผู้สูญเสียเป็นครั้งแรกเมื่อใดนั้น จึงยังคงเป็นปริศนาที่ต้องอาศัยการวิจัยและถกเถียงทางโบราณคดีกันต่อไป

“หลักฐานจับต้องได้” ของการใช้ดอกไม้สำหรับงานศพที่เก่าแก่ที่สุดที่สามารถยืนยันได้ที่อียิปต์

หลักฐานการใช้ดอกไม้สำหรับงานศพในยุคอียิปต์ได้รับการศึกษาจนค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเป็นหลักฐานชิ้นที่เก่าแก่ที่สุดและมีความน่าเชื่อถือที่สุด และปัจจุบันมีการเก็บรักษาหลักฐานชิ้นนี้ไว้เป็นอย่างดีที่พิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Art ในนิวยอร์ก

ปลอกคอดอกไม้ที่ใช้ในพิธีศพของฟาโรห์ตูตันคาเมน

รูปปลอกคอดอกไม้ที่ใช้ในพิธีศพของฟาโรห์ตูตันคาเมนซึ่งมีลักษณะคล้ายพวงหรีด
ภาพปลอกคอดอกไม้ที่ใช้ในพิธีศพ: Floral collar from Tutankhamun’s Embalming Cache, The Metropolitan Museum of Art (Open Access / CC0)

ดอกไม้สำหรับงานศพชิ้นเก่าแก่ที่สุดเท่าที่เคยสืบค้นพบมีลักษณะเป็นวงกลม โดยใช้การเย็บดอกไม้ ใบไม้ ผลเบอร์รี และลูกปัดเคลือบ (faience) สีน้ำเงินเรียงเป็นแถวลงบนฐานกระดาษปาปิรุส แล้วผูกด้วยเชือกหรือผ้าลินิน โดยในยุคอียิปต์โบราณนั้นพวงหรีดจะใช้แขวนกับคอลักษณะคล้ายกับ “ปลอกคอดอกไม้” โดยปลอกคอดอกไม้ชิ้นนี้ได้รับการขุดพบจากส่วนเก็บของใช้ในพิธีพระศพของฟาโรห์ตุตันคาเมน อายุราว 1336–1327 ปีก่อนคริสตกาล ปัจจุบันได้รับการเก็บรักษาอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Art ในนิวยอร์ก (metmuseum.org)

พวงหรีดอียิปต์โบราณที่มีลักษณะวงกลม และเป็นพวงหรีดที่เก่าที่สุดเท่าที่โลกเคยเห็น

หลักฐานที่ใกล้เคียงคำว่า “พวงหรีด” มากที่สุดคือภาพถ่ายของ Harry Burton ช่างภาพประจำการขุดค้นสุสานตุตันคาเมน ซึ่ง Metropolitan Museum of Art บันทึกว่าโลงพระศพชั้นที่สองถูกคลุมด้วยผ้าลินินและมาลัยดอกไม้ที่ทำจากดอกคอร์นฟลาวเวอร์ กลีบบัว และใบมะกอก โดยมี “หรีดวงกลมขนาดเล็ก” วางอย่างจงใจตรงตำแหน่งหน้าผากของโลง เหนือสัญลักษณ์งูเห่าและนกแร้งของฟาโรห์พอดี
สำหรับรูปของพวงหรีดพวงนี้ทางร้านเราไม่สามารถนำมาลงได้เนื่องจากติดลิขสิทธิ์จากเจ้าของภาพ หากท่านสนใจสามารถคลิกเข้าไปดูได้ที่ ดูภาพประกอบ: ภาพถ่ายหรีดวงเล็กบนโลงพระศพตุตันคาเมน โดย Harry Burton (Metropolitan Museum of Art)

แม้อียิปต์อาจไม่ใช่ชนชาติแรกในโลกที่ริเริ่มธรรมเนียมการใช้ดอกไม้ในงานศพ เพราะอาจมีอารยธรรมอื่นที่เก่าแก่กว่าเคยทำมาก่อน แต่หลักฐานทางกายภาพที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่ยังหลงเหลือให้เราจับต้องได้ในปัจจุบัน ก็คือหลักฐานจากอียิปต์โบราณนั่นเอง

กรีก–โรมัน: จุดกำเนิดของ “หรีดไว้อาลัย” อย่างเป็นระบบ

อียิปต์คือหลักฐานกายภาพของพวงหรีดที่จับต้องได้ที่ยังลงหลงเหลืออยู่ที่เก่าแก่ที่สุด แต่กรีก-โรมัน คือต้นแบบของการส่งพวงหรีดที่ถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันทั่วโลก ว่าจะเป็นรูปทรง การใช้ดอกไม้และการแสดงออกเชิญของสัญลักษณ์ในการร่วมอาลัยสำหรับงานศพ

พิธี Prothesis: สวมหรีดให้ศพก่อนแห่ไปฝัง

มีการค้นพบว่าในยุคกรีกโบราณ ขั้นตอนหนึ่งของการจัดพิธีศพคือขั้นตอนการการตั้งศพ (พิธี Prothesis) จากการค้นพบจากภาพเขียนบนภาชนะดินเผาพบว่ามีการสวมหรีดบนศีรษะของผู้วายชนม์

แผ่นดินเผาประดับสุสานกรีกโบราณ แสดงฉาก prothesis พบว่ามีการสวมหรีดบนศีรษะของผู้วายชนม์
แผ่นดินเผาประดับสุสานกรีกสมัยอาร์เคอิก อายุราว 2,500 ปี (ประมาณ 520–510 ปีก่อนคริสตกาล) ด้านบนคือฉากตั้งศพ (prothesis) ล้อมด้วยผู้ไว้ทุกข์ ภาพ: The Metropolitan Museum of Art (Open Access / CC0)

รายละเอียดที่คนไทยแทบไม่เคยรู้คือ พืชประจำงานศพกรีกยุคแรกไม่ใช่ดอกไม้สวยงาม แต่คือ “ขึ้นฉ่ายป่า” บทความของ Atlas Obscura (atlasobscura.com) ซึ่งอ้างอิงนักประวัติศาสตร์ Robert Garland อธิบายว่าชาวกรีกเชื่อมโยงขึ้นฉ่ายกับโลกบาดาลเพราะกลิ่นฉุนและสีเข้ม จึงนำมาสวมให้ศพและคลุมหลุมศพ แม้แต่กีฬาที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกผู้วายชนม์อย่างกีฬาเนเมียนก็มอบหรีดขึ้นฉ่ายเป็นรางวัล เรียกได้ว่านี่คือ “หน้าตาของหรีดงานศพยุคแรกสุด” เท่าที่หลักฐานลายลักษณ์อักษรระบุได้

หรีดทองคำแห่งมาซิโดเนีย: เมื่อความอาลัยกลายเป็นงานศิลป์อมตะ

ถึงยุคเฮลเลนิสติก (ราวศตวรรษที่ 4–2 ก่อนคริสตกาล) มีหลักฐานบ่งชี้ชัดเจนว่ามีการใช้พวงหรีดสำหรับงานศพ โดยมีการยกระดับจากการใช้ดอกไม้มาเป็นทองคำ หลักฐานเด่นที่ค่อนข้างโด่งดังคือพวงหรีดทองคำที่มีการจัดเป็นวงตีให้แบนสวยงามที่พบในหลุมพระศพพระเจ้าฟิลิปที่ 2 แห่งมาซิโดเนีย (ดูฐานข้อมูล World History Encyclopedia — worldhistory.org — ที่ระบุว่าสุสานราชวงศ์มาซิโดเนียคือแหล่งพบหรีดทองและเงินมากที่สุด)

ภาพพวงหรีดทองคำ: Wreath of ivy and berries, funerary, The Metropolitan Museum of Art (Open Access / CC0)

เริ่มแรกเดิมทีคิดกันว่าพวกหรีดดอกไม้ทองคำเหล่านี้ใช้สำหรับสวมศีรษะ แต่เหล่านักวิชาการได้ร่วมกันวิเคราะห์แล้วลงความเห็นตรงกันว่าพวงหรีดเหล่านี้มีความบอบบางเกินไป ไม่สามารถสวมบนศีรษได้จริง เนื่องจากเป็นแผ่นทองคำที่บางมาก ดังนั้นวัตถุประสงค์ในการใช้พวงหรีดทองคำเหล่านี้คือการวางร่วมในงานศพหรือบนโลงศพโดยตรง และทองคำยังเป็นสิ่งมีค่าที่ไม่เสื่อมสลายตามกาลเวลา จึงอาจใช้สำหรับการร่วมแสดงไว้อาลัยซึ่งเปรียบเสมือนการให้เกียรติ และเชื่อว่าวิญญาณของผู้ตายจะเป็นอมตะไม่เสื่อมสลายคล้ายกับทองคำ

พวงหรีดของโรมัน: บรรพบุรุษโดยตรงของธรรมเนียม “ส่งพวงหรีด” อย่างแท้จริง

อ้างอิงจาก พจนานุกรมโบราณวัตถุกรีกและโรมัน/โคโรนา มีการบันทึกไว้อย่างชัดเจนว่า กฎหมาย 12 โต๊ะ (ประมวลกฎหมายลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของโรมัน ) ได้ระบุไว้ว่า หากผู้ตายเคยได้รับพวงหรีดเกียรติยศในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็สามารถนำพวงหรีดนั้นมาวางประดับในงานศพของตนเองได้ และยังระบุอีกว่าญาติมิตรเพื่อนฝูงสามารถส่งมาลัยดอกไม้มาร่วมไว้อาลัยได้ในงานศพโดยประดับไว้ที่เตียงศพและหลุมศพ สิ่งนี้คือหลักฐานเก่าแก่ที่สุดของวัฒนธรรม “การส่งพวงหรีด” ที่เป็นรากเหง้าของธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการส่งพวงหรีดในปัจจุบันอย่างชัดเจน

จากยุคกลางถึงวิกตอเรีย: หรีดกลายเป็น “ผลิตภัณฑ์งานศพ”

ยุควิกตอเรีย: อุตสาหกรรมดอกไม้งานศพถือกำเนิด

ในศตวรรษที่ 19 มีการบันทึกไว้ว่าสังคมในยุควิคตอเรียนั้นค่อนข้างมีธรรมเนียมแบบแผนสำหรับการไว้ทุกข์ในงานศพที่ชัดเจน และมีการใช้พวงหรีดดอกไม้ในการร่วมไว้อาลัย และด้วยวิวัฒนาการทางอุตสาหกรรมขดลวดก้าวหน้าเป็นอย่างมาก ทำให้มีการจัดพวงหรีด หรือดอกไม้ในงานศพโดยใช้โครงเป็นขดลวดได้อย่างหลากหลายรูปแบบจนสามารถเรียกได้ว่าเป็น “ผลิตภัณฑ์งานศพ” สิ่งนี้เองนับเป็นต้นแบบของพวงหรีดและดอกไม้ในงานศพที่สยามหรือไทยเรานำมาใช้ในประเทศ

พวงหรีดเข้ามาในไทยเมื่อไหร่? วิเคราะห์หลักฐานสองฝ่าย

คำถามนี้คือหัวใจของบทความ และเป็นจุดที่ต้องใช้การชั่งน้ำหนักหลักฐานมากที่สุด เพราะข้อมูลที่แพร่หลายบนอินเทอร์เน็ตไทยมีอยู่สองกระแสที่ไม่ตรงกัน แหล่งข้อมูลไทยที่แข็งแรงที่สุดในเรื่องนี้คือบทความ “การรับ-ปรับวัฒนธรรม ‘พวงหรีด’ จากตะวันตกสู่ไทย แพร่หลายเข้าสู่สยามเมื่อใด?” ของนิตยสารศิลปวัฒนธรรมในเครือมติชน (silpa-mag.com) ซึ่งอ้างอิงงานวิจัยของรุจิราภา งามสระคู ที่ตีพิมพ์ในวารสารกระแสวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยสยาม ปีที่ 18 ฉบับที่ 33 (พ.ศ. 2550) ร่วมกับข้อมูลของนักประวัติศาสตร์อย่างเอนก นาวิกมูล และ ส. พลายน้อย

สมมติฐานจุดเริ่มต้น: อาจเข้ามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4

เอนก นาวิกมูล สันนิษฐาน (อ้างในบทความศิลปวัฒนธรรมข้างต้น) ว่าธรรมเนียมการไว้ทุกข์แบบตะวันตกเริ่มไหลเข้าสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ซึ่งเป็นยุคที่สยามต้องปรับตัวรับอารยธรรมตะวันตกท่ามกลางแรงกดดันของลัทธิล่าอาณานิคม หลักฐานที่ยกมาคือการใช้ “การ์ดขอบดำ” แจ้งข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 4 ตามธรรมเนียมยุโรป จึงเป็นไปได้ว่าแนวคิดเรื่องพวงหรีดเข้ามาถึงหูชนชั้นสูงสยามในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน อย่างไรก็ตาม นี่คือ “ข้อสันนิษฐาน” ที่มีเหตุผลรองรับ ไม่ใช่หลักฐานตรงว่ามีพวงหรีดจริงในสยามยุคนั้น

หลักฐานภาพถ่ายที่ยืนยันได้: งานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2453

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่เก่าแก่ที่สุดตามการนำเสนอของนิตยสารศิลปวัฒนธรรม คือภาพถ่ายจากงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2453 ซึ่งปรากฏพวงหรีดที่ใช้เป็นเครื่องสักการะพระบรมศพอย่างชัดเจน ทั้งพวงหรีดที่แขวนซ้าย-ขวาของพระบรมโกศ และพวงหรีดแบบแห้งจำนวนมากที่วางเรียงรายด้านนอกพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยบทความระบุว่านี่คือภาพเก่าแก่ที่สุดที่แสดงการใช้พวงหรีดแบบแห้งในงานศพไทย

พวงหรีดพร้อมคำไว้อาลัยพวงแรกของไทยที่มีบันทึก

อีกหมุดหมายที่บทความศิลปวัฒนธรรม (silpa-mag.com) บันทึกไว้ คือพวงหรีดเก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบว่ามี “คำไว้อาลัย” แนบมาด้วย ได้แก่พวงหรีดพระราชทานของรัชกาลที่ 5 ในงานทำบุญครบรอบ 1 ปีการถึงแก่อสัญกรรมของเจ้าพระยาสุรวงษ์วัฒนศักดิ์ (โต บุนนาค) ซึ่งมีข้อความพระราชทานว่า

“ทรงรฤกถึงความจงรักภักดีและที่ได้เคยอยู่ด้วยกันเป็นนิจช้านาน ให้สมุหราชองครักษ์อัญเชิญมาวางที่โกศโดยทรงพระกรุณาไม่จืดจาง”

หลักฐานชิ้นนี้บอกเราสองเรื่อง เรื่องแรก สยามรับธรรมเนียม “ป้ายข้อความบนพวงหรีด” แบบวิกตอเรียมาครบชุดตั้งแต่ยุคบุกเบิก เรื่องที่สอง พวงหรีดในไทยมีบทบาทเป็น “ตัวแทนการสื่อสารความรู้สึกและเกียรติยศ” ตั้งแต่แรก ไม่ใช่เพียงของประดับ ซึ่งเป็นหน้าที่เดียวกับป้ายชื่อบนพวงหรีดทุกพวงที่เราเห็นหน้าศาลาวัดทุกวันนี้

พวงหรีดไทยยุคแรกหน้าตาอย่างไร และวิวัฒนาการจนถึงปัจจุบัน

คนส่วนใหญ่มักนึกภาพว่าพวงหรีดยุคแรกต้องเป็นดอกไม้สดสวยงามเหมือนปัจจุบัน แต่หลักฐานบอกตรงกันข้าม และเหตุผลเบื้องหลังก็สมเหตุสมผลอย่างยิ่งเมื่อเข้าใจบริบทของยุคนั้น

ยุคแรก: พวงหรีดแห้งและดอกไม้ประดิษฐ์ครองเมือง

ตามบทความศิลปวัฒนธรรม (silpa-mag.com) พวงหรีดยุคบุกเบิกของไทยเป็นแบบแห้งหรือดอกไม้ประดิษฐ์เป็นหลัก ด้วยเหตุผลเชิงปฏิบัติสองข้อ

  • งานพระศพชนชั้นสูงจัดยาวนาน: พิธีพระศพและพระบรมศพกินเวลาหลายเดือน ดอกไม้สดเหี่ยวเฉาไม่ทันงาน พวงหรีดแห้งจึงตอบโจทย์กว่า
  • พันธุ์ดอกไม้สดมีจำกัด: ยุคนั้นดอกไม้ที่ใช้จัดพวงหรีดมีไม่กี่ชนิด เช่น กุหลาบ กล้วยไม้ เบญจมาศ และหน้าวัว ช่างจึงต้องใช้ดอกไม้ประดิษฐ์เสริม จนภายหลังนิยมทำจากดอกไม้ประดิษฐ์ทั้งพวง

ตัวอย่างรูปธรรมที่ชัดที่สุดคือพวงหรีดในงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2453 ซึ่งทำจาก “ดอกบานไม่รู้โรยย้อมสี” เย็บเรียงเป็นอักษรพระปรมาภิไธยย่อ “จปร” แขวนสองข้างพระบรมโกศ (silpa-mag.com) การเลือกดอกบานไม่รู้โรยเองก็มีนัยยะ เพราะเป็นดอกไม้ที่คงรูปได้นานสมชื่อ เหมาะกับงานพิธียาวนานที่สุดในแผ่นดิน

บันทึกร่วมสมัยจากปากนักปราชญ์

เสฐียรโกเศศ (พระยาอนุมานราชธน) บันทึกไว้ในสมัยรัชกาลที่ 8 (อ้างใน silpa-mag.com) ว่ายุคนั้นพวงหรีดดอกไม้ปลอมหาซื้อง่าย ราคาถูกกว่า เก็บได้นานกว่า จนเห็น “หนาตา” ขณะที่พวงหรีดดอกไม้สด “ชักจะบางตาไป” ถึงขั้นที่ท่านคาดการณ์ว่าต่อไปคงเหลือแต่พวงหรีดแห้งทั้งหมด บันทึกนี้มีค่ามากเพราะเป็นหลักฐานร่วมสมัยที่ยืนยันว่าตลาดพวงหรีดไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกครองโดยดอกไม้ประดิษฐ์จริง

จุดพลิกผัน: เมื่อพวงหรีดลงจากวังสู่สามัญชน

คำทำนายของเสฐียรโกเศศกลับไม่เป็นจริง คือเมื่อธรรมเนียมพวงหรีดแพร่จากราชสำนักสู่งานศพสามัญชน งานศพชาวบ้านจัดสั้นกว่างานพระศพมาก ดอกไม้สดจึงอยู่ทันงาน และในเวลาเดียวกันพันธุ์ดอกไม้ก็หลากหลายขึ้น มีการปลูกขายเชิงพาณิชย์มากขึ้น พวงหรีดดอกไม้สดที่สวยงามสดชื่นกว่าและมีหลากสีสัน จึงแทนที่พวงหรีดแห้งจนกลายเป็นมาตรฐานอย่างที่เห็นทุกวันนี้ นี่คือตัวอย่างที่ดีว่ารูปแบบของวัตถุทางวัฒนธรรมไม่ได้เปลี่ยนตามรสนิยมลอย ๆ แต่เปลี่ยนตามเงื่อนไขการใช้งานจริง ปัจจุบันพวงหรีดดอกไม้สดมีการใช้ดอกไม้หลายหลายสีสันมาก เรียกได้ว่ามีครบทุกสีทั้งดอกไม้ไทยและดอกไม้นอกนำเข้า อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีเลือกสีพวงหรีด

ยุคปัจจุบัน: พวงหรีดของใช้และคำถามเรื่องความคุ้มค่า

ปัจจุบันนี้รูปแบบพวงหรีดในประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยมีพวงหรีดรูปแบบใหม่ที่ค่อยๆได้รับความนิยมมากขึ้นนั้นคือ “พวงหรีดของใช้” ด้วยพวงหรีดดอกไม้สดหรือพวงหรีดดอกไม้ประดิษฐ์รูปแบบเดิมๆอาจจะถูกมองว่าเป็นการสิ้นเปลือง ร้านค้าที่ขายพวงหรีดจึงเริ่มมีการนำของใช้หลากหลายรูปแบบมาจัดแต่งเป็นพวงหรีด เช่น พวงหรีดพัดลม พวงหรีดผ้า พวงหรีดของใช้พระ หรือแม้กระทั่งพวงหรีดต้นไม้ โดยมีความคิดว่าหลังจากเสร็จงานพวงหรีดของใช้เหล่านี้ทางครอบครัวของผู้วายชนม์สามารถส่งมอบต่อให้กับวัด นำไปใช้ต่อ หรือบริจาคไปยังผู้ยากไร้ได้ ซึ่งก็นับเป็นไอเดียที่สร้างสรรค์

สรุป: เส้นทาง 3,000 ปีของประวัติพวงหรีด

หากจะเริ่มจากหลักฐานที่มีความเป็นไปได้ว่ามนุษย์เริ่มมีการใช้ดอกไม้สำหรับงานศพอาจจะสามารถย้อนกลับไปได้ตั้งแต่ยุคมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล เนื่องจากมีการค้นพบกลุ่มวงเกสรดอกไม้ ในโครงกระดูกภายในถ้ำ แต่อย่างไรก็ตามมีทีมนักวิจัยโต้แย้งว่ามีความเป็นไปได้สูงเช่นกันว่ากลุ่มวงเกสรดอกไม้นี้อาจจะไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล แต่อาจเกิดจากผึ้งโพรงที่ทำรังในพื้นถ้ำ

ส่วนหลักฐานการใช้ดอกไม้ในงานศพที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีเกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานเป็นรูปธรรมนั้นคือในยุตของอีบิปต์โบราณ เช่น ปลอกคอดอกไม้ หรือพวงหรีดวงเล็กบนโลงศพซึ่งเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นว่าเป็นต้นฉบับของพวงหรีดในปัจจุบัน ต่อมากรีก-โรมันได้มีการพัฒนาและนำพวงหรีดมาใช้ต่อโดยมีการให้ความหมายเชิงสัญลักษณ์มากขึ้นในการให้เกียรติและใช้ประดับในงานศพค่อนข้างชัดเจนจนเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของการวางพวงหรีดในปัจจุบัน

ระยะเวลาผ่านมาในยุควิคตอเรียนซึ่งมีธรรมเนียมการไว้อาลัยงานศพที่ค่อนข้างชัดเจน ประกอบกับอุตสาหกรรมการทำขดลวดค่อนข้างเจริญก้าวหน้าทำให้มีการขึ้นโครงพวงหรีดด้วยขดลวดซึ่งทำให้สามารถจัดพวงหรีดดอกไม้ได้หลากหลายรูปแบบมากขึ้น นับเป็นต้นแบบของการใช้พวงหรีดในปัจจุบัน

ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้มีการรับธรรมเนียมแบบแผนของงานศพมาจากทางฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นที่คาดว่าน่าจะเป็นช่วงเวลาที่มีการรับเอาธรรมเนียมการส่งพวงหรีดสำหรับไว้อาลัยในงานศพมาด้วย แต่อย่างไรก็ตามภาพหลักฐานเก่าแก่ที่สุดที่มีการบันทึกไว้คือรูปพวงหรีดในงานพระบรมศพของรัชกาลที่ 5 แรกเริ่มพวงหรีดที่นิยมใช้ในประเทศไทยคือพวงหรีดดอกไม้แห้ง เนื่องจากในอดีตการจัดงานศพที่มีการส่งพวงหรีดมักเป็นงานศพของชนชั้นเจ้านายซึ่งมักมีการจัดงานพระศพเป็นจำนวนหลายวันทำให้พวงหรีดดอกไม้แห้งหรือดอกไม้ประดิษฐ์ที่มีอายุนานกว่าดอกไม้สดได้รับความนิยมมากกว่า ต่อมาธรรมเนียมการส่งพวงหรีดแพร่มาสู่สามัญชนซึ่งมีการจัดจำนวนวันสวดอภิธรรมค่อนข้างสั้นกว่า จึงทำให้พวงหรีดดอกไม้สดได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นอย่างมาก ต่อมาในปัจจุบันได้เกิดพวงหรีดรูปแบบใหม่ขึ้นในประเทศไทยนั่นคือพวงหรีดของใช้ด้วยแนวความคิดที่ว่าหลังจากเลิกงานแล้วสามารถบริจาคต่อได้

ประวัติพวงหรีด: ที่มาของพวงหรีดฉบับสมบูรณ์ จากสุสานฟาโรห์และหรีดทองคำกรีก สู่งานศพไทยสมัยรัชกาลที่ 5

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *